D Prime ศูนย์ข่าวสาร

การกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของ Netflix ปี 2567

2024-11-22 | การเคลื่อนไหวของตลาด

อัปเดตบริการIconBrandElement

IconCommonNext ดูเพิ่มเติม
ภาพโปรโมต D Prime XAUUSD724 พร้อมการแจ้งเตือนราคาทองคำ และการเข้าถึงการเทรดทองคำได้ตลอด 24/7

2026-09-08 | การเคลื่อนไหวของตลาด

ทองคำแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน: เทรดได้ตลอด 24/7 กับ D Prime XAUUSD724 

ทองคำแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน อย่าปล่อยให้ตลาดปิดช่วงสุดสัปดาห์จำกัดกลยุทธ์ของคุณ เทรดได้ตลอด 24/7 กับ D Prime XAUUSD724 เริ่มต้นเพียงไมโครคอนแทรกต์ 1 ออนซ์

อ่านต่อ

XAUUSD724: เทรดทองคำได้ 24/7 กับ Micro Gold CFD ใหม่จาก D Prime 

XAUUSD724: เทรดทองคำได้ 24/7 กับ Micro Gold CFD ใหม่จาก D Prime

2026-08-06 | สารจาก D Prime

อัปเดต CFDs หุ้นสหรัฐฯ บน MT4: การเพิกถอนในเดือนกรกฎาคม 2569

D Prime จะอัปเดต CFDs หุ้นสหรัฐฯ บางรายการบน MT4 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ตรวจสอบโหมด close-only เวลาเพิกถอน และตัวเลือกการเทรดบน MT5 

2026-07-10 | อัปเดตผลิตภัณฑ์

อัปเดตเวลาเทรด: การปรับเวลาในช่วงวันหยุดเดือนกรกฎาคม 2569

เวลาเทรดอาจปรับเปลี่ยนระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 6 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากวันหยุดในฮ่องกงและสหรัฐฯ กรุณาตรวจสอบตารางล่าสุด

2026-07-03 | ชั่วโมงการซื้อขาย

อัปเดตการเทรด TRUMPUST: การเพิกถอนในเดือนกรกฎาคม 2569

D Prime จะอัปเดตความพร้อมในการเทรดของ TRUMPUST ในเดือนกรกฎาคม 2569 ตรวจสอบโหมด close-only กำหนดการเพิกถอน และขั้นตอนถัดไป

2026-06-30 | อัปเดตผลิตภัณฑ์

ประกาศการบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์การซื้อขายทั้งหมด (MT4 & MT5)

D Prime จะมีการบำรุงรักษาตามกำหนดการในเซิร์ฟเวอร์การซื้อขาย MT4 และ MT5 ทั้งหมดในวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ดูตารางเวลาทั้งหมดที่นี่

2026-06-25 | พัฒนาระบบ

การเคลื่อนไหวของตลาดIconBrandElement

IconCommonNext ดูเพิ่มเติม
NFP สหรัฐสูงกว่าคาด ขณะที่ตลาดรอดู CPI และทิศทาง Fed

2026-09-17 | Dxperts

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ(NFP) สูงเกินคาด ทำไมตลาดยังรอดูตัวเลข CPI 

ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด แต่ตลาดยังจับตา CPI เป็นหลัก ดูว่ารายงานจ้างงาน นโยบาย Fed และยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทองคำอย่างไรล สัญญาณแรกมาจากสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่งาน Jackson Hole โดย Warsh เน้นว่าเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed และมองว่าการส่งสัญญาณชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้าควรมีบทบาทจำกัดมากขึ้น ทำให้ตลาดมีความชัดเจนน้อยลงเกี่ยวกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต  จากนั้นตลาดได้รับรายงานการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาดอย่างมาก  ตามรายงานสถานการณ์การจ้างงานเดือนสิงหาคมของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมถูกปรับเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง  อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ปรับไปคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนมีโอกาสเกิดขึ้นสูงอย่างชัดเจนในทันที  หลังรายงานการจ้างงานออกมา ข้อมูลจาก CME FedWatch สะท้อนว่าตลาดประเมินความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ในเดือนกันยายนไว้ที่ราว 58% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดใกล้ 63% ที่เกิดขึ้นช่วง Jackson Hole  คำถามคือ ทำไมตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาดในระดับนี้ ยังไม่มากพอที่จะทำให้ตลาดได้ข้อสรุปเรื่องทิศทาง Fed?  คำตอบคือ รายงานการจ้างงานแข็งแกร่งก็จริง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อทิศทางนโยบายการเงินในตอนนี้  ตลาดแรงงานยังดูแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อคือประเด็นที่ตลาดกังวลมากกว่า  และความแตกต่างนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางถัดไปของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ  ตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาดีกว่าคาด แต่ยังไม่พอเปลี่ยนภาพตลาดแรงงาน  ไม่ต้องสงสัยว่ารายงานการจ้างงานเดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด  ข้อมูลจาก BLS แสดงให้เห็นว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 61.4% เป็น 61.6%  ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนถูกปรับจาก +20,000 เป็น +31,000 ตำแหน่ง ขณะที่เดือนกรกฎาคมถูกปรับจากการลดลง 23,000 ตำแหน่ง เป็น เพิ่มขึ้น 21,000 ตำแหน่ง  การปรับทบทวนตัวเลขดังกล่าวช่วยลดความกังวลอย่างมากว่า ตลาดแรงงานสหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวรุนแรง  แต่หากมองลึกลงไปกว่าตัวเลขหลัก ภาพรวมยังค่อนข้างสมดุล  จากตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด 162,000 ตำแหน่ง มี 59,000 ตำแหน่งมาจากกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานรายเดือนของภาคธุรกิจนี้ในปีที่ผ่านมาอย่างมากที่ 12,000 ตำแหน่ง อีก 42,000 ตำแหน่งมาจากการศึกษาของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวกลับมาหลังจากลดลงในเดือนก่อนหน้า  เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็นมากกว่า 60% ของการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม  ภาคส่วนอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 16,000 ตำแหน่ง ภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง และภาคสาธารณสุขยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การจ้างงานในภาคข้อมูลข่าวสารลดลง 23,000 ตำแหน่ง  การเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลมากนัก  ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.1% เทียบกับปีก่อนหน้า  ประเด็นนี้สำคัญ เพราะรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งจะกลายเป็นเรื่องที่ Fed ต้องกังวลมากขึ้น หากมาพร้อมกับแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เร่งตัวขึ้น  แต่รายงานเดือนสิงหาคมยังไม่พบแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นชัดเจน  ดังนั้น รายงานนี้จึงเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดแรงงาน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพทั้งหมด  รายงานดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงขาลงส่วนใหญ่ที่เกิดจากตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่อ่อนแอ แต่สิ่งที่รายงานนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์คือการจ้างงานได้เข้าสู่ช่วงเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรอบใหม่แล้ว  ตลาดแรงงานสหรัฐยังดูแข็งแกร่งและรับแรงกดดันได้ดี  แต่ยังไม่ได้ร้อนแรงเกินไปในตอนนี้  […]

อ่านต่อ

การกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของ Netflix ปี 2567

แม้ว่าฟองสบู่ของอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งจะค่อยๆ หดตัวลง แต่ Netflix ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำตลาดด้วยรายงานรายได้ที่น่าประทับใจในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของ Netflix การแข่งขันที่ผู้คนรอคอยระหว่าง ไมค์ ไทสัน และ เจค พอล ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ด้วยจำนวนผู้ชมถ่ายทอดสดที่น่าทึ่งถึง 65 ล้านคน เหตุการณ์นี้ยังถือเป็นการก้าวเข้าสู่การถ่ายทอดสดกีฬาครั้งสำคัญของ Netflix ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญในตลาดที่มีการแข่งขันสูงแต่เต็มไปด้วยโอกาส อย่างไรก็ตาม คำถามคือ กลยุทธ์นี้จะเพียงพอหรือไม่ที่จะช่วยให้ Netflix ปิดท้ายปี 2567 ได้อย่างแข็งแกร่ง?  ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกถึงปัจจัยที่ผลักดันให้ Netflix ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน และสำรวจแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี  ไมค์ ไทสัน vs เจค พอล: กลยุทธ์อันกล้าหาญของ Netflix  ในปี 2567 Netflix ได้ทำการเคลื่อนไหวสำคัญด้วยการสตรีมการแข่งขันที่ได้รับความสนใจอย่างมากระหว่างไมค์ ไทสัน และ เจค พอล นี่ไม่ใช่เพียงแค่อีเวนต์กีฬาทั่วไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของ Netflix […]

2024-11-22 | การเคลื่อนไหวของตลาด

สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์ 

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง โดยได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง 312 เสียง ขณะที่กมลา แฮร์ริสได้ 226 เสียง ในการดำรงตำแหน่งสมัยใหม่นี้ นโยบายของทรัมป์คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกในหลากหลายด้าน นักลงทุนควรติดตามท่าทีของเขาเกี่ยวกับภาษีศุลกากร การปฏิรูประบบภาษี ความสัมพันธ์กับจีน และทัศนคติเชิงบวกต่อสกุลเงินคริปโต บทความนี้จะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่อาจเกิดขึ้นและนโยบายหลักที่อาจส่งผลต่อนักลงทุนในปีต่อๆ ไป  1. นโยบายภาษีศุลกากรและการค้า: ราคาสินค้าที่สูงขึ้นและการเติบโตของการจ้างงานที่ช้าลง  หนึ่งในนโยบายหลักของทรัมป์คือการใช้ภาษีศุลกากรเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและลดความไม่สมดุลทางการค้า โดยเฉพาะกับจีน นักวิเคราะห์จากมอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า หากนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ถูกนำมาใช้เต็มรูปแบบ สหรัฐฯ อาจเผชิญกับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แผนภาษีศุลกากรของทรัมป์ประกอบด้วยการเก็บภาษี 10% สำหรับการนำเข้าจากทั่วโลก และเพิ่มขึ้นถึง 60% สำหรับการนำเข้าจากจีน มาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อประมาณครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ทำให้ต้นทุนสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคเพิ่มขึ้น  นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่าผลกระทบจากภาษีศุลกากรเหล่านี้อาจมีความสำคัญอย่างมาก:  2. นโยบายภาษี: ขยายการลดภาษีและข้อเสนอใหม่  ทรัมป์ได้เสนอการลดภาษีหลายรายการ ซึ่งบางส่วนเป็นข้อเสนอใหญ่ที่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียคาดว่าแผนภาษีและงบประมาณของทรัมป์อาจทำให้การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นถึง 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว  ประเด็นสำคัญในวาระนโยบายภาษีของทรัมป์ประกอบด้วย:  สำหรับนักลงทุน ข้อเสนอด้านภาษีของทรัมป์อาจหมายถึงผลกำไรของบริษัทที่สูงขึ้นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อาจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในระยะยาวต่อการขาดดุลของรัฐบาลกลางอาจนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ  3. […]

2024-11-15 | การเคลื่อนไหวของตลาด

รายงานปริมาณการซื้อขายของ Doo Prime ประจำเดือนตุลาคม 2567 

รายงานปริมาณการซื้อขายของ Doo Prime ประจำเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการซื้อขายที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพที่มั่นคงบนแพลตฟอร์มของเรา  ภาพรวมปริมาณการซื้อขายเดือนตุลาคม2567    ตามรายงานระบุว่า ปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของ Doo Prime ในเดือนตุลาคม 2567 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 176.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.44% จากเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้ ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน (ADV) ในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 5.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 33.01% จากเดือนกันยายน  จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง และการไม่ชัดเจนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การลงทุนในทองคำพุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติในเดือนตุลาคม  นอกจากนี้ ธนาคารกลางยุโรปได้ดำเนินรอยตามธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ส่งผลให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้น ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนและผลักดันกิจกรรมการซื้อขายให้ถึงระดับสูงสุดใหม่  เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน (ADV) ของ Doo Prime ได้เพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ปริมาณการซื้อขายรวมของ Doo Prime อยู่ที่ 1,160.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ […]

2024-11-13 | การเคลื่อนไหวของตลาด

11.11 ที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มขึ้นแล้ว: หุ้นตัวไหนที่น่าจับตามอง? 

เทศกาลช้อปปิ้ง 11.11 ในปี 2567 เริ่มเร็วขึ้นกว่าที่เคย!  Douyin ได้เริ่มโปรโมชั่น 11.11 ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ตามมาด้วย JD และ Tmall ที่ได้เริ่มในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งเร็วกว่าปีที่แล้วถึงสิบวัน ระยะเวลาที่ขยายเพิ่มขึ้นนี้ทำให้ 11.11 ปี 2567 กลายเป็นเทศกาลช้อปปิ้งที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา  นอกเหนือจากการขยายระยะเวลาแล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังหันมาเน้นช่วยลดภาระให้กับผู้ค้า แทนที่จะเน้นการลดราคาจนเกิด “สงครามราคา” อย่างที่เคยเป็น ในส่วนของข้อมูลยอดขายรอบแรกของเทศกาล 11.11 ได้เผยออกมา ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เริ่มได้รับความสนใจในตลาด  ในโอกาสครบรอบ 16 ปีของเทศกาลช้อปปิ้ง 11.11 ฟีเจอร์และแนวโน้มใหม่ ๆ กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับงานในปีนี้ หุ้นตัวไหนบ้างที่มีโอกาสได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการพัฒนานี้? และนักลงทุนจะสามารถวางแผนให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากกระแสของเทศกาลนี้ได้อย่างไร? มาร่วมศึกษาไปพร้อมกัน  การไร้ซึ่งสงครามราคา: มีอะไรใหม่สำหรับ 11.11 ในปีนี้?  การเปลี่ยนแปลงสำคัญปีนี้คือแพลตฟอร์มต่าง ๆ ร่วมมือกันเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินมากขึ้นกว่าเดิม Wu Jia รองประธานของ Alibaba และหัวหน้าฝ่าย […]

2024-11-07 | การเคลื่อนไหวของตลาด

Trick or Trade: 3 หุ้นค้าปลีกที่น่าจับตามองในวันฮาโลวีนนี้! 

Trick or Trade วันฮาโลวีนไม่ใช่แค่การสวมชุดแฟนซี รับลูกกวาด และการตกแต่งที่น่าขนลุกเพียงเท่านั้น แต่มันยังเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ในการกอบโกยผลประโยชน์จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในตลาดค้าปลีก  เมื่อวันฮาโลวีนใกล้เข้ามา บริษัทบางแห่งมีความสามารถในการดึงดูดผู้บริโภคในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งสร้างโอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักลงทุนในภาคค้าปลีก  บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 3 หุ้นค้าปลีกที่น่าจับตามอง และจะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายในช่วงฮาโลวีน พร้อมสำรวจโอกาสในการซื้อขายที่น่าสนใจสำหรับแต่ละตัว  การคาดการณ์การใช้จ่ายในวันฮาโลวีน 2567  ตามข้อมูลจากสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (National Retail Federation) การใช้จ่ายในวันฮาโลวีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า ปีนี้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ คาดว่าจะใช้จ่ายอย่างมหาศาลอีกครั้ง โดยมีการคาดการณ์เกินกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากผู้คนลงทุนในชุดแฟนซี ลูกกวาด การตกแต่ง และอุปกรณ์จัดงานปาร์ตี้ ผู้ค้าปลีกที่เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล สินค้าจัดงานปาร์ตี้ และของตกแต่งในราคาย่อมเยาว์จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยปีนี้มีความสนใจในประสบการณ์วันฮาโลวีนมากยิ่งขึ้น  ดังนั้น มาดูสามหุ้นค้าปลีกที่มีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีในช่วงวันฮาโลวีนนี้กันเถอะ  หุ้นค้าปลีก 3 ตัวที่น่าจับตามองในวันฮัลโลวีนนี้  1. Amazon, Inc. (NASDAQ: AMZN)  ทำไมเทรดเดอร์ควรจับตามอง  Amazon กลายเป็นแหล่งที่ผู้บริโภคเลือกใช้สำหรับความต้องการในวันฮาโลวีน เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์หลากหลายและการจัดส่งที่รวดเร็ว ตั้งแต่ชุดแฟนซีไปจนถึงการสั่งซื้อขนมหวานจำนวนมาก โปรแกรม Prime ของ Amazon และตัวเลือกการจัดส่งที่รวดเร็วตอบสนองความต้องการในช่วงปลายฤดูกาล […]

2024-10-31 | การเคลื่อนไหวของตลาด

ข้อมูลเชิงลึกIconBrandElement

IconCommonNext ดูเพิ่มเติม
NFP สหรัฐสูงกว่าคาด ขณะที่ตลาดรอดู CPI และทิศทาง Fed

2026-09-17 | Dxperts

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ(NFP) สูงเกินคาด ทำไมตลาดยังรอดูตัวเลข CPI 

ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด แต่ตลาดยังจับตา CPI เป็นหลัก ดูว่ารายงานจ้างงาน นโยบาย Fed และยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทองคำอย่างไรล สัญญาณแรกมาจากสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่งาน Jackson Hole โดย Warsh เน้นว่าเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed และมองว่าการส่งสัญญาณชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้าควรมีบทบาทจำกัดมากขึ้น ทำให้ตลาดมีความชัดเจนน้อยลงเกี่ยวกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต  จากนั้นตลาดได้รับรายงานการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาดอย่างมาก  ตามรายงานสถานการณ์การจ้างงานเดือนสิงหาคมของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมถูกปรับเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง  อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ปรับไปคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนมีโอกาสเกิดขึ้นสูงอย่างชัดเจนในทันที  หลังรายงานการจ้างงานออกมา ข้อมูลจาก CME FedWatch สะท้อนว่าตลาดประเมินความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ในเดือนกันยายนไว้ที่ราว 58% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดใกล้ 63% ที่เกิดขึ้นช่วง Jackson Hole  คำถามคือ ทำไมตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาดในระดับนี้ ยังไม่มากพอที่จะทำให้ตลาดได้ข้อสรุปเรื่องทิศทาง Fed?  คำตอบคือ รายงานการจ้างงานแข็งแกร่งก็จริง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อทิศทางนโยบายการเงินในตอนนี้  ตลาดแรงงานยังดูแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อคือประเด็นที่ตลาดกังวลมากกว่า  และความแตกต่างนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางถัดไปของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ  ตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาดีกว่าคาด แต่ยังไม่พอเปลี่ยนภาพตลาดแรงงาน  ไม่ต้องสงสัยว่ารายงานการจ้างงานเดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด  ข้อมูลจาก BLS แสดงให้เห็นว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 61.4% เป็น 61.6%  ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนถูกปรับจาก +20,000 เป็น +31,000 ตำแหน่ง ขณะที่เดือนกรกฎาคมถูกปรับจากการลดลง 23,000 ตำแหน่ง เป็น เพิ่มขึ้น 21,000 ตำแหน่ง  การปรับทบทวนตัวเลขดังกล่าวช่วยลดความกังวลอย่างมากว่า ตลาดแรงงานสหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวรุนแรง  แต่หากมองลึกลงไปกว่าตัวเลขหลัก ภาพรวมยังค่อนข้างสมดุล  จากตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด 162,000 ตำแหน่ง มี 59,000 ตำแหน่งมาจากกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานรายเดือนของภาคธุรกิจนี้ในปีที่ผ่านมาอย่างมากที่ 12,000 ตำแหน่ง อีก 42,000 ตำแหน่งมาจากการศึกษาของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวกลับมาหลังจากลดลงในเดือนก่อนหน้า  เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็นมากกว่า 60% ของการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม  ภาคส่วนอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 16,000 ตำแหน่ง ภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง และภาคสาธารณสุขยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การจ้างงานในภาคข้อมูลข่าวสารลดลง 23,000 ตำแหน่ง  การเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลมากนัก  ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.1% เทียบกับปีก่อนหน้า  ประเด็นนี้สำคัญ เพราะรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งจะกลายเป็นเรื่องที่ Fed ต้องกังวลมากขึ้น หากมาพร้อมกับแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เร่งตัวขึ้น  แต่รายงานเดือนสิงหาคมยังไม่พบแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นชัดเจน  ดังนั้น รายงานนี้จึงเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดแรงงาน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพทั้งหมด  รายงานดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงขาลงส่วนใหญ่ที่เกิดจากตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่อ่อนแอ แต่สิ่งที่รายงานนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์คือการจ้างงานได้เข้าสู่ช่วงเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรอบใหม่แล้ว  ตลาดแรงงานสหรัฐยังดูแข็งแกร่งและรับแรงกดดันได้ดี  แต่ยังไม่ได้ร้อนแรงเกินไปในตอนนี้  […]

อ่านต่อ

ตลาดเกิดอะไรขึ้นในปี 2025? หุ้นเด่น หุ้นร่วง และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 

ถ้าปี 2024 คือการรอจังหวะ ปี 2025 คือการปรับฐานราคาครั้งใหญ่  ตลอดทั้งปี ตลาดมีการสลับสับเปลี่ยนธีมกันไปมาทั้งในแง่ของ :   หุ้นเติบโต (Growth) ชะลอตัวลงพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาแรงอีกครั้ง  สินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาเป็นที่ต้องการ  ความผันผวนยังคงสูงลิ่วในทุกสินทรัพย์  ปี 2025 ไม่ได้มีเทรนด์เดียวที่ชัดเจน แต่มีทั้งผู้ชนะที่โดดเด่น หุ้นที่ร่วงแรง และการเปลี่ยนผู้นำตลาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว3 อันดับหุ้นที่ทำกำไรสูงสุดในปี 2025   Top 3 หุ้นเด่น ประจำปี 2025  แม้ว่ากลุ่มผู้นำในตลาดจะหมุนเวียนไปมาตลอดปี แต่มี 3 หุ้นที่ดึงดูดความสนใจได้อย่างต่อเนื่องและทำผลงานได้ดีกว่าตลาดโดยรวม  Micron Technology (MU)  Micron (MU) พุ่งขึ้นราว 200% จากจุดต่ำสุดในปี 2025 ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในปีนั้น  Micron ได้รับแรงหนุนหลักจากความเชื่อมั่นครั้งใหม่ในวงจรเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งราคาหน่วยความจำที่นิ่งขึ้น ความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ทำให้มองเห็นอนาคตได้ชัดเจนขึ้น และความคาดหวังเกี่ยวกับการลงทุนรอบใหม่ (capex) ช่วยเปลี่ยนมุมมองนักลงทุน ผลงานของ MU สะท้อนธีมใหญ่ในปี 2025 คือ ความแข็งแกร่งแบบเลือกสรรในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่การเหมาซื้อทั้งกลุ่ม  Palantir Technologies (PLTR)  Palantir Technologies (PLTR) ทะยานขึ้นกว่า 200% จากจุดต่ำสุดในปี 2025 คล้ายกับ MU  Palantir ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีคนพูดถึงมากที่สุดแห่งปี การมุ่งเน้นที่สัญญาภาครัฐ ซอฟต์แวร์องค์กร และการวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทำให้มันยังอยู่ในความสนใจแม้ในช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีโดยรวมมีการปรับฐาน ความแข็งแกร่งของ PLTR ตอกย้ำว่า โมเดลรายได้ประจำและกรณีการใช้งานที่ชัดเจน คือสิ่งที่ตลาดให้รางวัลเมื่อนักลงทุนเลือกสรรมากขึ้น  Advanced Micro Devices (AMD)  AMD ได้เปรียบจากการวางตำแหน่งในตลาดศูนย์ข้อมูล (Data Centers) อีกทั้งยังมี AI และคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง แม้ว่าการแข่งขันในตลาดชิปจะดุเดือด แต่ AMD ก็สามารถรักษาความเกี่ยวข้องในกระแส AI ได้ และหลีกเลี่ยงการแกว่งตัวของความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงที่เห็นในหุ้นเก็งกำไรอื่นๆ3 อันดับหุ้นที่ขาดทุนสูงสุดในปี 2025 […]

2025-12-18 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

Santa Claus Rally ส่อแววสะดุด: ทั่วโลกลุ้นการตัดสินใจของเฟด 

สำคัญ: เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ Santa Claus Rally เท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์และ CFD มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุน  เทศกาลแห่งความสุขมาถึงแล้ว พร้อมกับสิ่งที่ชาววอลล์สตรีทรอคอย นั่นคือ Santa Claus Rally (ปรากฏการณ์หุ้นขึ้นส่งท้ายปี)  แต่ปีนี้ ความสุขนั้นอาจต้องเจอทางตัน เพราะมีด่านสำคัญคือ การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของเฟด ในวันที่ 11 ธันวาคม ทำให้นักเทรดทั่วโลกตั้งคำถามเดียวกันว่า เฟดจะยอมเปิดทางให้เกิด Santa Claus Rally หรือจะดับฝันนี้ลง?  ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกว่าเฟดจะชี้ชะตาเดือนธันวาคมได้อย่างไร เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าการแรลลี่รอบนี้คืออะไร และทำไมมันถึงมีสถิติที่น่าสนใจขนาดนี้  Santa Claus Rally คืออะไร?  Santa Claus Rally หมายถึงช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวเป็นขาขึ้นตามประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมยาวไปจนถึงสองวันแรกของเดือนมกราคม นี่คือหนึ่งในเทรนด์ตามฤดูกาลที่โด่งดังที่สุดของวอลล์สตรีท โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของบรรยากาศการลงทุน, แรงขายเพื่อลดหย่อนภาษีที่น้อยลง, การมองโลกในแง่ดีช่วงวันหยุด, และปริมาณการซื้อขายที่เบาบางลง  ทำไมถึงเกิดขึ้น  นักวิเคราะห์ตลาดมักชี้ไปที่ปัจจัยผสมผสานเหล่านี้: แม้สาเหตุที่แท้จริงจะยังเป็นที่ถกเถียง แต่ข้อมูลผลตอบแทนนั้นยากที่จะปฏิเสธ  สถิติย้อนหลัง: ธันวาคมคือหนึ่งในเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดของตลาด  1. ผลตอบแทนเฉลี่ย +1.3% นับตั้งแต่ปี 1927  ทำให้ธันวาคมเป็นเดือนที่แกร่งที่สุดเดือนหนึ่งของปี ชนะกันยายนที่มักจะแย่ที่สุดแบบขาดลอย  2. โอกาสชนะสูงถึง 72.5% เกือบ 3 ใน 4 ของเดือนธันวาคมในอดีต จบลงด้วยการปิดบวก (เขียว)  นี่คืออัตราการชนะที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ โดยเกือบ 3 ใน 4 ของเดือนธันวาคมปิดตลาดในแดนเขียว  นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์ชอบพูดว่า: “เมื่อซานต้ามาเยือนวอลล์สตรีท หุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้น”  ทำไม Santa Claus Rally ถึงมีความเสี่ยงในปี 2025?  ปกติแล้ว ปัจจัยฤดูกาลจะช่วยดันตลาดได้สบายๆ ตราบใดที่ไม่มีอะไรใหญ่ๆ มาขวางทาง แต่ปีนี้มี “ก้อนหินก้อนใหญ่” ขวางอยู่  นั่นคือ “ประชุมเฟด 11 ธันวาคม”  ตลาดไม่ได้แค่จับตามอง แต่กำลัง “กลั้นหายใจ” ลุ้นตัวโก่ง  ทำไมเฟดถึงคุมเกมรอบนี้:  1. ลดดอกเบี้ย vs คงดอกเบี้ย : สถาการณ์ตลาดขึ้นอยู่กับสิ่งนี้   ถ้าเฟดส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยต้นปี 2026 สินทรัพย์เสี่ยงจะพุ่งทยานแน่ๆ (คอนเฟิร์ม Rally)   แต่ถ้าเฟดมาสายแข็ง (Hawkish) เตือนเรื่องเงินเฟ้อ การแรลลี่อาจกลายเป็นการเทขายหนีตายแทน  2. นักลงทุนต้องการความชัดเจน  หุ้นที่ขึ้นมาตอนนี้ยังดู “กล้าๆ กลัวๆ” ถ้าเฟดให้สัญญาณ “ไปต่อ” เงินที่รอนอกสนามจะไหลกลับเข้ามาทันที  3. Bond yields คือตัวกำหนด  yields ต่ำ = หุ้นวิ่ง   yields สูง = กดดันหุ้นเทคและสินทรัพย์เสี่ยง   ซึ่งคำพูดเฟดจะสั่งซ้ายหันขวาหันให้ยีลด์ได้ทันที  ตลาดต้องการอะไรจากเฟด เพื่อฉลองให้กับ Rally?  เพื่อให้กราฟพุ่งรับปีใหม่ นักลงทุนขอแค่:  1. โทนที่ผ่อนคลาย  แค่ยืนยันว่า “ขาขึ้นดอกเบี้ยจบแล้ว” ก็พอใจแล้ว  2. คลายกังวลเงินเฟ้อ  ถ้าเฟดมองว่าเงินเฟ้อลงอย่างยั่งยืน ตลาดจะกล้าลุย  […]

2025-12-12 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

วิเคราห์ “ราคาโลหะเงิน” ในรอบ 100 ปี ที่เทรดเดอร์จับตามอง 

ราคาโลหะเงิน หรือ Silver พุ่งระเบิดในปี 2025 โลหะชนิดนี้ได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดตลอดกาลใหม่ ในช่วงกลาง 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งปรับตัวขึ้นมากกว่าสองเท่าจากเมื่อตอนต้นปี ขณะนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคลื่อนไหวรวดเร็วที่สุดของปี 2025 แซงหน้าแม้กระทั่งทองคำ  ยอดการค้นหาคำว่า “คาดการณ์ราคาโลหะเงิน”, “แนวโน้มโลหะเงิน ปี 2025”, และ “โลหะเงินจะแตะ $100 หรือไม่?” พุ่งสูงขึ้น รับกระแสการฝ่าวงล้อมที่ตลาดกำลังตื่นตัว การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะโลหะเงินได้ระเบิดทะลุกรอบราคาสำคัญที่เคยตรึงแนวโน้มไว้มานานหลายทศวรรษได้สำเร็จ  โลหะเงินได้ทะลุผ่านกรอบราคาระยะยาวที่คงอยู่มานานหลายทศวรรษ ด้วยความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด ความต้องการในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น และแพทเทิร์นกราฟ 100 ปีที่หาดูได้ยาก ซึ่งกำลังปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โลหะเงินกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ถูกจับตามองมากที่สุดในปีนี้  แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด: มีความหมายอย่างไรต่อราคาโลหะ  หลังจากผ่านวัฏจักรการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ตอนนี้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเข้าสู่ระยะผ่อนคลายในปีถัดไป การคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยหลายครั้ง ประกอบกับเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้ช่วยหนุนความต้องการในโลหะมีค่าโดยรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลหะเงิน  อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงมีความสำคัญเพราะ:  โลหะเงินได้ตอบสนองล่วงหน้าไปแล้ว ราคาได้ปรับตัวรับกับแนวคิดที่ว่าผลตอบแทนที่แท้จริง อาจมีแนวโน้มลดลงในปี 2026 แม้ว่าช่วงเวลาที่แน่นอนของการลดดอกเบี้ยจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม   นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันคาดการณ์ราคาเฉลี่ยของ โลหะเงินไว้ที่ช่วงกลาง 50 ถึงกลาง 60 ดอลลาร์สำหรับปี 2026 โดยมีบางสำนักที่มองบวกกว่านั้นและชี้เป้าไปสูงกว่า นักกลยุทธ์บางรายถึงกับโต้แย้งว่า หากแนวโน้มปัจจุบันของอัตราดอกเบี้ย อุปทาน และความต้องการลงทุนยังดำเนินต่อไป โลหะเงินหลักร้อยดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ในช่วงปลายทศวรรษ มุมมองเหล่านั้นยังคงเป็นการเก็งกำไรและอยู่ในฝั่งที่มองโลกในแง่ดีที่สุด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวทางมหภาคได้พลิกกลับมาเป็นใจให้กับโลหะทองคำมากแค่ไหน  แพทเทิร์นโลหะเงิน 100 ปี: การฝ่าวงล้อมระยะยาวที่หาได้ยาก  หนึ่งในองค์ประกอบที่น่าสนใจที่สุดคือ แพทเทิร์นกราฟโลหะเงินรอบ 100 ปี   โครงสร้างนี้ดูคล้ายกับรูปหูถ้วยกาแฟ ที่ใช้เวลาเกือบครึ่งศตวรรษในการก่อตัว และอีกครึ่งศตวรรษในการสร้างฐานเพื่อพาราคามาถึงจุดนี้  รูปแบบกราฟระยะยาวไม่ได้ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก และเมื่อมันเกิดขึ้น เทรดเดอร์จะให้ความสนใจ การตั้งลำนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างตลาดระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงการดีดตัวระยะสั้นการฝ่าวงล้อมเหนือจุดสูงสุดเดิมเป็นการยืนยันความสมบูรณ์ของแพทเทิร์น นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์จำนวนมากกำลังกลับมาดูกราฟโลหะเงินระยะยาวและเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอดีตของโลหะมีค่า   นักวิเคราะห์บางรายตั้งข้อสังเกตว่าทองคำเคยสร้างโครงสร้างที่คล้ายกันนี้ก่อนที่จะเกิดการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปี 2000 การเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยจุดกระแสความสนใจต่อกราฟระยะยาวของโลหะเงิน  แนวโน้มอุตสาหกรรมโลหะเงิน: ทำไมดีมานด์ถึงโตต่อเนื่อง  ต่างจากทองคำ โลหะเงินมีฐานความต้องการในภาคอุตสาหกรรมที่ลึกซึ้ง  แนวโน้มอุตสาหกรรมของโลหะเงินยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด ภาคส่วนหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการ ได้แก่:  ด้วยการขยายตัวของพลังงานสีเขียวทั่วโลก ความต้องการจากภาคพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวก็ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องหลายปี การผลิต EV และการเติบโตของอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยเพิ่มแรงหนุนอีกชั้นหนึ่ง แม้ว่าดีมานด์ภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัวในระยะสั้น แต่แนวโน้มการใช้งานในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง  ในขณะเดียวกัน โลหะเงินก็ยังคงมีพฤติกรรมเป็นเหมือนโลหะเพื่อการเงิน นักลงทุนซื้อมันในฐานะทางเลือกที่ถูกกว่าทองคำ เมื่อพวกเขากังวลเรื่องเงินเฟ้อ การเสื่อมค่าของสกุลเงิน หรือความเสี่ยงในระบบการเงิน  กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลหะเงินมีความต้องการทั้งในแบบอุตสาหกรรมและสินทรัพย์ปลอดภัย ธรรมชาติแบบสองด้านนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความผันผวนของราคาโลหะเงินสูงมาก เมื่อกิจกรรมทางอุตสาหกรรมและความต้องการเสี่ยงลดลงพร้อมกัน โลหะเงินอาจถูกเทขายอย่างหนัก แต่เมื่อทั้งสองปัจจัยฟื้นตัวพร้อมกัน ขาขึ้นก็อาจรุนแรงได้เช่นกัน ดังที่ปี 2025 ได้แสดงให้เห็นแล้ว  โลหะเงินมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับทองคำหรือไม่?  อีกหนึ่งประเด็นที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในงานวิจัยและสื่อต่างๆ คือ อัตราส่วนทองคำต่อเงิน ในอดีต อัตราส่วนนี้มีการเคลื่อนไหวในวงกว้าง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักจะทรงตัวอยู่ใกล้หรือเหนือระดับ 70 ซึ่งหมายความว่าต้องใช้โลหะเงินประมาณ 70 ออนซ์ เพื่อซื้อทองคำหนึ่งออนซ์  นักวิเคราะห์จำนวนมากโต้แย้งว่า เมื่อพิจารณาจาก:  โลหะเงินดูเหมือนจะมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับทองคำที่อัตราส่วนปัจจุบัน แต่นั่นไม่ได้การันตีผลลัพธ์ใดๆ มันหมายความเพียงว่า หากทองคำยังคงแข็งแกร่งและอัตราส่วนขยับเข้าใกล้จุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ โลหะเงินจำเป็นต้องปรับตัวขึ้นเร็วกว่าทองคำ  ข้อถกเถียงเรื่องโลหะเงิน $100  ณ ตอนนี้ คำถามที่ว่า “โลหะเงินจะไปถึง $100 หรือไม่?” มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันปรากฏอยู่ในงานวิจัยของธนาคาร บทสัมภาษณ์ และบทวิเคราะห์ราคานับไม่ถ้วน  นี่คือความเป็นจริง:  สำหรับเทรดเดอร์และนักลงทุน ประเด็นสำคัญไม่ใช่การยึดติดกับตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งว่าเป็นโชคชะตาที่ต้องเกิด แต่ให้มองว่า ระดับ $100 ทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงทางจิตวิทยา ที่ส่งสัญญาณว่าเรื่องราวขาขึ้นของโลหะเงินในขณะนี้มีความเข้มข้นเพียงใด  ในมุมมองโครงสร้างตลาด สิ่งที่สำคัญกว่าคือ:  สิ่งเหล่านี้คือตัวแปรที่จะตัดสินว่าการพยากรณ์ราคาโลหะเงินในปัจจุบันจะเป็นแบบอนุรักษ์นิยมหรือมองโลกในแง่ดีเกินไป  พยากรณ์โลหะเงินปี 2025: สัญญาณสำคัญที่ต้องจับตาต่อไป  ปัจจัยกระตุ้นหลายประการจะมีอิทธิพลต่อเฟสถัดไปของแนวโน้มโลหะเงิน:  1. การตัดสินใจลดดอกเบี้ยของเฟด  การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเรื่องเวลาหรือขนาดของการลดดอกเบี้ย สามารถส่งผลต่อราคาโลหะเงินได้ทันที  2. การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ  ดอลลาร์ที่อ่อนค่ามักจะช่วยหนุนโลหะเงินและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ  3. ข้อมูลความต้องการภาคอุตสาหกรรม  พลังงานแสงอาทิตย์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด ยังคงเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุด  4. ระดับอุปทานและสินค้าคงคลัง  ความตึงตัวของสินค้าจริงในศูนย์จัดเก็บสำคัญยังคงเป็นประเด็นต่อเนื่อง  5. อัตราส่วนทองคำต่อเงิน  การลดลงอย่างต่อเนื่องของอัตราส่วนจะบ่งชี้ถึงความต้องการโลหะเงินที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกัน  6. อารมณ์ตลาดและกระแสเงินทุนสินทรัพย์ปลอดภัย  ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางมหภาค มักจะเพิ่มความสนใจในโลหะมีค่า  การฝ่าวงล้อมของโลหะเงินในปี 2025 ยืนอยู่บนทางแยกของแรงขับเคลื่อนเหล่านี้ กราฟราคา 100 ปีแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวในปัจจุบันมีความพิเศษเพียงใด ในขณะที่กราฟความต้องการด้านการผลิตอธิบายว่าทำไมโลหะชนิดนี้ถึงมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนมากกว่าหนึ่งตัว  ไม่ว่าตลาดจะไปถึงระดับหลักร้อยดอลลาร์ตามที่นักกลยุทธ์บางคนพูดถึงหรือไม่ แต่การผสมผสานระหว่างความต้องการด้านการเงินและอุตสาหกรรม หมายความว่าโลหะเงินมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในจุดศูนย์กลางของบทสนทนาเกี่ยวกับสินทรัพย์ปลอดภัย, วัสดุพลังงานสีเขียว และการกระจายความเสี่ยงด้วยโลหะมีค่าไปอีกระยะหนึ่ง 

2025-12-04 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

มาถึงก่อนกำหนด: หุ้นกลุ่ม AI ลดราคาก่อนใคร 

ตลาดไม่รอให้ถึงวัน Black Friday ในปีนี้ หุ้นกลุ่ม AI เปิดฤดูกาลลดราคาของตัวเองล่วงหน้า และจังหวะครั้งนี้สะท้อนชัดว่า มุมมองนักลงทุน กำลังเคลื่อนไปในทิศทางไหน  หลังจากกระแสความร้อนแรงติดต่อกันหลายเดือน ในที่สุดนักเทรดก็เริ่มเบรก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับท่าทีของเฟด ข้อมูลแรงงานที่เริ่มอ่อนแรง และความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อโอกาสการลดดอกเบี้ยระยะสั้น ล้วนเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตลาดปรับฐานอย่างรวดเร็ว  สรุปง่ายๆ คือ หุ้นเด่นแห่งปี 2025 เริ่มย่อตัวจริงจัง และรอบนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผลประกอบการเลย แต่เกิดจากอารมณ์ของตลาดและแรงกดดันด้านมหภาคเป็นหลัก  เรามาแยกดูให้ชัดว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นการปรับลงครั้งนี้ และทำไมมันจึงสำคัญต่อหุ้นกลุ่ม AI ก่อนเข้าสู่เดือนธันวาคม  อย่างไร ฤดูกาล Black Friday และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค กดดันหุ้นกลุ่ม AI  ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่าง ใส่ราคา คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยเชิงรุก จากนั้นเรื่องก็เปลี่ยนไปทันที  รายงานการจ้างงานเดือนกันยายนออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ทำให้ตลาดต้องกลับมาคิดใหม่ว่าเฟดพร้อมจะผ่อนนโยบายเร็วแค่ไหน โดยปกติแล้ว แรงงานแข็งแกร่งมักเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ครั้งนี้กลับส่งสัญญาณไม่ดีต่อหุ้นเติบโตสูง  หุ้นกลุ่ม AI มักทำผลงานได้ดีในช่วงดอกเบี้ยต่ำ เพราะมูลค่ากำไรในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยเริ่มจางลง หุ้นเติบโตก็เสียแรงหนุนสำคัญทันที การเปลี่ยนทิศแบบนี้ปรากฏให้เห็นชัดในภาคเทคโนโลยี เมื่อบรรดานักเทรดเริ่มปิดสถานะที่มองโลกในแง่ดีเกินไป  นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการย่อตัวครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนปัญหาพื้นฐานของหุ้นกลุ่ม AI แต่เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนไปช่วงสั้นๆ ซึ่งกดดันกลุ่มหุ้นเติบโตสูงในวงกว้าง  ผลกระทบของการขาดข้อมูลเศรษฐกิจต่อความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI  ตอนนี้เรามีเพียงรายงานการจ้างงานเดือนกันยายนเท่านั้น ข้อมูลเดือนตุลาคมยังไม่ออก ข้อมูลเดือนพฤศจิกายนก็ยังไม่ออก และเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดกำลังจะมาถึงในเดือนธันวาคม เมื่อเฟดประกาศการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป  สถานการณ์แบบนี้ทำให้นักลงทุนตัดสินใจได้ยากขึ้นมาก  เมื่อไม่มีตัวเลขการจ้างงานล่าสุด ไม่มีสัญญาณเงินเฟ้อ และไม่มีถ้อยแถลงชัดเจนจากเฟด นักเทรดจึงไม่อาจไล่ซื้อหุ้นกลุ่ม AI ที่ราคาพุ่งสูงได้อย่างมั่นใจ ช่วงรอคอยนี้ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้ตลาด และความผันผวนก็สูงขึ้นตามธรรมชาติเมื่อความมั่นใจเริ่มลดลง  กลุ่มหุ้น AI จึงกลายเป็นเหยื่อรายแรกของความลังเลนี้  เหตุใดหุ้นกลุ่ม AI จึงปรับฐาน หลังจากพุ่งแรงมาหลายเดือน  ก่อนเกิดการย่อตัวรอบนี้ หุ้นกลุ่ม AI รายใหญ่หลายตัวพุ่งขึ้นแรงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม Nvidia, AMD, Broadcom, Microsoft และระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งหมด ซื้อขายกันที่ระดับมูลค่าที่สูงมาก  นักลงทุนไม่ได้ทิ้งธีม AI พวกเขาเพียงแค่ทำกำไรบางส่วนออกมาเท่านั้น  การรีเซ็ตตัวรอบนี้ไม่ได้ทำให้เทรนด์ AI หายไป มันเพียงดึงราคาให้กลับลงมาอยู่ในระดับที่นักเทรดรู้สึกสบายใจกว่าในช่วงที่ภาพเศรษฐกิจมหภาคยังไม่ชัดเจน  ลองคิดซะว่าตลาดกำลัง ผ่อนลมหายใจ หลังจากกลั้นมาหลายเดือน  หากต้องการอ่านเจาะลึกว่าทำไมหุ้นกลุ่ม AI ถึงเหวี่ยงแรงในแต่ละรอบของกระแสความคาดหวัง คุณสามารถอ่านบทวิเคราะห์ก่อนหน้าของเราได้ที่: เราถาม ChatGPT ว่า: กระแส AI ครั้งนี้คือฟองสบู่ Dot Com ยุคใหม่หรือไม่?  ผลกระทบของความไม่แน่นอนจากเฟดต่อหุ้นกลุ่ม AI  นี่คือเหตุผลจริงที่อยู่เบื้องหลังความผันผวน ตลาดยังไม่รู้ว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นเมื่อใด   ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมด ตั้งรับ เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานขึ้น หุ้นเติบโตสูงจะสูญเสียแรงส่ง เพราะกำไรในอนาคตถูกคิดลดมูลค่ามากขึ้น  กลุ่มหุ้น AI มักตอบสนองต่อความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยเร็วกว่าแทบทุกกลุ่ม ดังนั้นเมื่อความเชื่อมั่นเปลี่ยน หุ้นกลุ่มนี้จึงมักเป็นกลุ่มแรกที่โดนผลกระทบหนักที่สุด  จนกว่าเฟดจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นในเดือนธันวาคม ความไม่แน่นอนนี้ยังคงมีผลต่อการกำหนดราคาในตลาด  ชาร์ตสำคัญที่ต้องจับตา: หุ้นผู้นำด้าน AI ยังมีโครงสร้างขาขึ้น  แม้จะมีการปรับฐานในช่วงที่ผ่านมา แต่หุ้นกลุ่ม AI ชั้นนำหลายตัวยังคงแสดงโครงสร้างขาขึ้นที่ชัดเจนบนกราฟ การย่อตัวรอบนี้สะท้อนทั้งอารมณ์ตลาดและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าระยะยาวเริ่มเสียแนวโน้ม ต่อไปนี้คือสามหุ้นสำคัญที่แสดงภาพนี้ได้อย่างชัดเจน  Nvidia (NVDA)  Nvidia ยังคงรักษาโครงสร้างขาขึ้นที่แข็งแรง โดยมีแนวรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับฐานรอบล่าสุดเพียงแค่ดันราคาให้เข้าใกล้โซนที่ผู้ซื้อปกป้องไว้เสมอ โครงสร้างภาพรวมยังดูดีและไม่มีสัญญาณว่ากำลังหมดแรงขึ้น  Broadcom (AVGO)  ชาร์ตของ Broadcom แสดงให้เห็นว่าราคายังยืนเหนือโซนรับสำคัญและใกล้ระดับสูงก่อนหน้า การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงหลังยังคงรักษาโครงสร้างขาขึ้นในภาพใหญ่ไว้ได้ โมเมนตัมก็ยังแข็งแรง AVGO แสดงโมเมนตัมสม่ำเสมอจากความต้องการด้าน AI networking และการย่อตัวรอบนี้ก็ไม่ละเมิดระดับโครงสร้างใดๆ แนวโน้มยังอยู่ครบและสะท้อนถึงความสนใจของสถาบันที่ยังต่อเนื่อง   Tesla (TSLA)  Tesla มักเคลื่อนไหวผันผวนกว่าหุ้นกลุ่ม AI ตัวอื่น แต่โครงสร้างภาพกว้างยังถือว่าดูดี TSLA ยังคงทำจุดต่ำใหม่ที่สูงขึ้น และรักษาโซนรับสำคัญที่ดึงดูดผู้ซื้อมาโดยตลอดไว้ได้   สามชาร์ตนี้บอกเราชัดเจนอย่างหนึ่ง เรื่องราวไม่ได้เปลี่ยนไป แนวโน้มยังไม่เสีย เพียงแต่อารมณ์ตลาดเริ่มเย็นลงจนกว่าเราจะได้ความชัดเจนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมา และการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธันวาคม  หุ้นกลุ่ม AI ร่วงเพราะปัจจัยมหภาค ไม่ใช่พื้นฐาน  […]

2025-11-28 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

บิตคอยน์กำลังเข้าสู่ตลาดหมีแล้วหรือยัง?

หลังจากพุ่งขึ้นมากกว่า 70% ตั้งแต่เดือนเมษายน คริปโตเบอร์หนึ่งของโลกก็ได้ปรับตัวลงมาแล้วประมาณ 26% จากจุดสูงสุด ทำให้หลายคนเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ของคริปโตแครช และการเกิดตลาดหมีรอบใหม่  แต่คำถามที่สำคัญจริงๆ คือ ตอนนี้บิตคอยน์เข้าตลาดหมีแล้วจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงการย่อตัวกลางรอบตามวัฏจักรเท่านั้น  อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นตลาดหมี ทั้งปัจจัยมหภาค จังหวะของวัฏจักร และประวัติของบิตคอยน์เอง ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นี่อาจเป็นเพียงการรีเซ็ตภายในรอบขาขึ้นใหญ่ของคริปโตเท่านั้น  เราอยู่ในตลาดกระทิงหรือหมี  โดยทั่วไปแล้ว หากจะบอกว่าเข้าสู่ตลาดหมี ราคาต้องร่วงลงมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ไม่ใช่ 26 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับคริปโต การย่อตัวในช่วง 20 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แม้ในช่วงขาขึ้นแรงๆ  ในความเป็นจริงแล้ว  แล้วตอนนี้เราอยู่ตรงไหน  การลงมาประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าอยู่ในช่วงล่างของการปรับฐานปกติ ไม่ใช่การเสียโครงสร้างสำคัญ คำถามว่า “บิตคอยน์จะขึ้นต่อไหม” จึงขึ้นอยู่กับภาวะการย่อตัวรอบนี้ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มากกว่า  ในตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่าเป็นตลาดหมีแบบยืนยัน โครงสร้างภาพใหญ่ยังคงแข็งแรงอยู่  ภาพมหภาคของบิตคอยน์ยังชี้ว่ามีโอกาสขึ้นต่อ  ลองมองภาพใหญ่ในเชิงมหภาค  • มีแนวโน้มว่าดอกเบี้ยจะถูกปรับลดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  ซึ่งโดยทั่วไป การลดดอกเบี้ยมักกระตุ้นสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโตด้วย  • ตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงสภาพคล่องแบบคล้าย QE หากเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง   สภาพคล่องที่มากขึ้นถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีต่อบิตคอยน์และตลาดหุ้น  • ผลตอบแทนแท้จริงที่ลดลงก็มักจะส่งผลดีต่อบิตคอยน์เช่นกัน  บิตคอยน์มักเคลื่อนไหวคล้ายสินทรัพย์ที่มีเบต้าสูง เมื่ออัตราผลตอบแทนลดลง ความสนใจจากนักลงทุนจะเพิ่มขึ้น  เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับกระแสเงินไหลเข้าจาก ETF และดีมานด์ของสถาบัน ภาพรวมของวัฏจักรจึงยังคงเอียงไปในทาง ขาขึ้น ไม่ใช่ขาลง  นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนระยะยาวหลายคนเชื่อว่า เรายังอยู่เพียงช่วงต้นของรอบขยายตัวรอบนี้เท่านั้น  อะไรทำให้บิตคอยน์ร่วงลง?  ปัจจัยจริงที่ตรวจสอบได้มีดังนี้:  1. การทำกำไรหลังจากขึ้นมา 70%  กองทุนรายใหญ่ล็อกกำไรบางส่วน ไม่ใช่สัญญาณขาลง แค่พฤติกรรมตลาดปกติ  2. การหมุนเงินของ ETF (กระแสเงินเข้า BlackRock และ Fidelity ชะลอตัวชั่วคราว)  กระแสเงินเข้า ETF ไม่ได้พลิกเป็นไหลออก แค่ชะลอลงไม่กี่สัปดาห์หลังจากมีเงินไหลเข้ารอบใหญ่การพักตัวนี้เพียงพอที่จะเปิดช่องให้ฝั่งขายคุมเกมระยะสั้นได้  สิ่งนี้สอดคล้องกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อ การคาดการณ์ BlackRock Bitcoin ETF ปี 2025 เพราะสถาบันอาจเพิ่มการสะสมเมื่อภาพเศรษฐกิจชัดขึ้น  3. แรงขายจากนักขุด  หลัง Halving นักขุดมักต้องขาย BTC มากขึ้นเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย เป็นแรงขายเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะมุมมองขาลง และตามสถิติจะกินเวลาประมาณ 2–3 เดือน  4. สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวชั่วคราว  ทอง หุ้น และคริปโต ต่างก็พักลงพร้อมกันเพราะสภาพคล่องโลกตึงตัวเล็กน้อย สถานการณ์แบบนี้ทำให้ตลาดเข้าสู่โหมด “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” ก่อนจะเกิดตัวเร่งเศรษฐกิจรอบใหม่   ทั้งสี่ปัจจัยรวมกันก่อให้เกิดเพียง ภาวะอุปทานล้นแบบชั่วคราว ไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดบิตคอยน์กำลังแตกหรือเข้าสู่ขาลงระยะยาว  ความเสี่ยงจากการหมุนเงิน: ทองกำลังแย่งสภาพคล่องจากบิตคอยน์จริงไหม?  นี่คือมุมที่น้อยคนพูดถึง แต่คุณควรรู้ไว้  ตอนนี้ทองกำลังพุ่งแรง สภาพคล่องที่ไหลออกไปก่อนหน้านี้กำลังไหลกลับเข้าทองอีกครั้ง ขณะที่บิตคอยน์เริ่มเย็นลง  คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น:  สภาพคล่องของบิตคอยน์กำลังหมุนเข้าสู่ทองหรือไม่?  ก็มีความเป็นไปได้  แบบชั่วคราว  ทองตอนนี้ใกล้ทำจุดสูงสุดตลอดกาล ส่วนบิตคอยน์ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของตัวเองอยู่ เมื่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เงินบางส่วนมักจะไหลจากสินทรัพย์ผันผวน (BTC) ไปยังสินทรัพย์ที่ “ปลอดภัยกว่า” อย่างทอง  แต่สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่ารอบขาขึ้นของบิตคอยน์จบแล้ว ตามประวัติศาสตร์ ทองและบิตคอยน์ผลัดกันเด่นขึ้นอยู่กับช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ และสุดท้ายก็มักจะกลับมาขึ้นคู่กันเมื่อสภาพคล่องกลับมา  ตอนนี้ ทองกำลังพักกินสภาพคล่องจาก BTC แต่รอบวัฏจักรเปลี่ยนเร็วเสมอ  มุมมองทางเทคนิค: บิตคอยน์ไม่ได้พัง  มาดูกราฟกันก่อน  บิตคอยน์ยังคงยืนอยู่เหนือ จุดต่ำระยะยาวที่ยกตัวสูงขึ้น โครงสร้างราคาโดยรวมยังไม่เสีย เพียงแค่เป็นช่วงพักฐาน ไม่ใช่ภาวะล่มสลายของแนวโน้ม  และนี่คือจุดสำคัญที่หลายคนลืมไป:  เหตุการณ์ย่อตัวแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนมีนาคม 2025  จากความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า ราคาบิตคอยน์เคยร่วงลงมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลึกกว่าการปรับฐานรอบนี้ที่ราว 26 เปอร์เซ็นต์ที่เราเห็นในตอนนี้  แต่ถึงอย่างนั้น  หลังจากการร่วงครั้งนั้น บิตคอยน์กลับเข้าสู่ช่วงสะสมตัวใหม่ ความเชื่อมั่นในตลาดถูกรีเซ็ต และแนวโน้มขาขึ้นก็เดินหน้าต่อ  การเคลื่อนไหวในรอบปัจจุบันนี้มีลักษณะ คล้ายกันมาก  ประวัติศาสตร์อาจไม่เกิดซ้ำแบบเดิมทุกจุด แต่ก็มักจะ คล้องจองกัน เสมอ  […]

2025-11-20 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

สารจาก Doo PrimeIconBrandElement

IconCommonNext ดูเพิ่มเติม
NFP สหรัฐสูงกว่าคาด ขณะที่ตลาดรอดู CPI และทิศทาง Fed

2026-09-17 | Dxperts

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ(NFP) สูงเกินคาด ทำไมตลาดยังรอดูตัวเลข CPI 

ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด แต่ตลาดยังจับตา CPI เป็นหลัก ดูว่ารายงานจ้างงาน นโยบาย Fed และยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทองคำอย่างไรล สัญญาณแรกมาจากสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่งาน Jackson Hole โดย Warsh เน้นว่าเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed และมองว่าการส่งสัญญาณชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้าควรมีบทบาทจำกัดมากขึ้น ทำให้ตลาดมีความชัดเจนน้อยลงเกี่ยวกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต  จากนั้นตลาดได้รับรายงานการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาดอย่างมาก  ตามรายงานสถานการณ์การจ้างงานเดือนสิงหาคมของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมถูกปรับเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง  อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ปรับไปคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนมีโอกาสเกิดขึ้นสูงอย่างชัดเจนในทันที  หลังรายงานการจ้างงานออกมา ข้อมูลจาก CME FedWatch สะท้อนว่าตลาดประเมินความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ในเดือนกันยายนไว้ที่ราว 58% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดใกล้ 63% ที่เกิดขึ้นช่วง Jackson Hole  คำถามคือ ทำไมตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาดในระดับนี้ ยังไม่มากพอที่จะทำให้ตลาดได้ข้อสรุปเรื่องทิศทาง Fed?  คำตอบคือ รายงานการจ้างงานแข็งแกร่งก็จริง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อทิศทางนโยบายการเงินในตอนนี้  ตลาดแรงงานยังดูแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อคือประเด็นที่ตลาดกังวลมากกว่า  และความแตกต่างนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางถัดไปของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ  ตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาดีกว่าคาด แต่ยังไม่พอเปลี่ยนภาพตลาดแรงงาน  ไม่ต้องสงสัยว่ารายงานการจ้างงานเดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด  ข้อมูลจาก BLS แสดงให้เห็นว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 61.4% เป็น 61.6%  ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนถูกปรับจาก +20,000 เป็น +31,000 ตำแหน่ง ขณะที่เดือนกรกฎาคมถูกปรับจากการลดลง 23,000 ตำแหน่ง เป็น เพิ่มขึ้น 21,000 ตำแหน่ง  การปรับทบทวนตัวเลขดังกล่าวช่วยลดความกังวลอย่างมากว่า ตลาดแรงงานสหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวรุนแรง  แต่หากมองลึกลงไปกว่าตัวเลขหลัก ภาพรวมยังค่อนข้างสมดุล  จากตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด 162,000 ตำแหน่ง มี 59,000 ตำแหน่งมาจากกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานรายเดือนของภาคธุรกิจนี้ในปีที่ผ่านมาอย่างมากที่ 12,000 ตำแหน่ง อีก 42,000 ตำแหน่งมาจากการศึกษาของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวกลับมาหลังจากลดลงในเดือนก่อนหน้า  เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็นมากกว่า 60% ของการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม  ภาคส่วนอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 16,000 ตำแหน่ง ภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง และภาคสาธารณสุขยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การจ้างงานในภาคข้อมูลข่าวสารลดลง 23,000 ตำแหน่ง  การเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลมากนัก  ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.1% เทียบกับปีก่อนหน้า  ประเด็นนี้สำคัญ เพราะรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งจะกลายเป็นเรื่องที่ Fed ต้องกังวลมากขึ้น หากมาพร้อมกับแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เร่งตัวขึ้น  แต่รายงานเดือนสิงหาคมยังไม่พบแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นชัดเจน  ดังนั้น รายงานนี้จึงเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดแรงงาน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพทั้งหมด  รายงานดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงขาลงส่วนใหญ่ที่เกิดจากตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่อ่อนแอ แต่สิ่งที่รายงานนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์คือการจ้างงานได้เข้าสู่ช่วงเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรอบใหม่แล้ว  ตลาดแรงงานสหรัฐยังดูแข็งแกร่งและรับแรงกดดันได้ดี  แต่ยังไม่ได้ร้อนแรงเกินไปในตอนนี้  […]

อ่านต่อ

5 วิธีเพิ่มความเร็วในการส่งคำสั่งเทรด

ค้นพบ 5 กลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อเพิ่มความเร็วในการส่งคำสั่งเทรด เรียนรู้วิธีลด Slippage ปรับระบบเทรดให้พร้อมใช้งาน และเทรดได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกับ D Prime

2026-09-02 | ข่าวสาร D Prime

สิ่งที่มือใหม่ควรรู้: การเทรดจำลอง vs การเทรดจริง

ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง การเทรดจำลอง และการเทรดจริง เรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณพร้อมเปลี่ยนไปเทรดจริง วิธีเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม

2026-09-01 | ข่าวสาร D Prime

#DooTrader รอบที่ 2: เทรดเดอร์เกาหลีคว้าแชมป์ ทำกำไร USD 14.6K ในหนึ่งวัน 

#DooTrader International Cup 26/27 รอบที่ 2 ยกให้เทรดเดอร์ชาวเกาหลี Da-eun คว้าแชมป์หลังทำผลงานได้ 14.6K USD ในวันเดียว พร้อมเปิดฉาก #DooTrader การแข่งแบบทีม

2026-09-01 | กิจกรรม

เพิ่มศักยภาพการเทรดด้วย D Prime Trading Central

ยกระดับกลยุทธ์ของคุณผ่านบัญชี D Prime ด้วย D Prime Trading Central เพื่อเข้าถึงข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ เครื่องมือเทรด และบทวิเคราะห์ตลาดรายวัน

2026-08-27 | ข่าวสาร D Prime

#DooTrader International Cup รอบที่ 3: การแข่งเทรดแบบทีมของกลุ่ม Rising Star เริ่มแล้ว  

ภาพปกการแข่งขัน #DooTrader International Cup รอบที่ 3 แบบทีม

2026-08-24 | สารจาก D Prime